สกุลเงิน
ราคา
เปอร์เซ็นต์

เครื่องคำนวณ Pivot Point

เครื่องคำนวณ Pivot Point นี้ใช้คำนวณจุด Pivot รวมถึงแนวรับและแนวต้านสำหรับช่วงราคาที่กำหนด โดยใช้ 4 วิธีการคำนวณ Pivot Point ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ Standard/Classic, Woodies, Camarilla และ Demark's เพียงกรอกราคาสูงสุด ราคาต่ำสุด ราคาปิด และราคาเปิด โดยราคาเปิดจะถูกใช้เฉพาะในการคำนวณ Demark's Pivot Points เท่านั้น

เครื่องคำนวณ Pivot Point

รีเซ็ต
Pivot > Standard Woodies Camarilla DeMarks
R4 - - -
R3 - -
R2 -
R1
Pivot -
S1
S2 -
S3 - -
S4 - - -

วิธีใช้เครื่องคำนวณ Pivot Point ของ ForexChurch เพื่อเทรดไปในทิศทางเดียวกับ Smart Money

Pivot point ตามชื่อเลย คือจุดหมุนหรือจุดอ้างอิงที่วางบนกราฟราคาเพื่อบอกบริเวณที่แนวโน้มของคู่เงินอาจกลับตัวหรือเดินหน้าต่อไป บริเวณเหล่านี้คือจุดที่เทรดเดอร์ในห้องค้า (floor traders) ส่วนใหญ่จับตาดูทุกวันเพื่อประเมินบรรยากาศโดยรวมของตลาด

Pivot point มักถูกวาดเป็นเส้นแนวนอนบนกราฟ เพื่อแทนระดับแนวรับและแนวต้านที่ราคาของสินทรัพย์อาจเจอในอนาคต แต่ต่างจากระดับ Fibonacci ตรงที่ Pivot point ไม่ได้มาจากเปอร์เซ็นต์ของจุดสูงสุด–ต่ำสุดในกรอบเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่คำนวณจากราคาสูงสุด ราคาต่ำสุด และราคาปิดของวันก่อนหน้า ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็น Day Trader หรือ Swing Trader ใช้กรอบเวลาไหน หรืออยู่ประเทศใด ถ้าใช้ Daily Pivot point ระดับที่ได้จะเหมือนกันเสมอ

เหนือและใต้ Pivot point หลัก จะมีระดับอื่น ๆ ที่ทำหน้าที่เป็นแนวรับ–แนวต้านเพิ่มเติม ได้แก่ แนวรับ 1 (S1), แนวรับ 2 (S2), แนวต้าน 1 (R1) และแนวต้าน 2 (R2) เทรดเดอร์บางคนยังเพิ่มแนวรับ–แนวต้านระดับที่สาม คือ แนวรับ 3 (S3) และแนวต้าน 3 (R3)

เราสามารถวาดเส้นแนวนอนบนกราฟเพื่อแทน Pivot point รวมถึงแนวรับและแนวต้านทั้งสามระดับ และใช้เป็นแนวรับ–แนวต้านพื้นฐานก็ได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีวิธีใช้ Pivot point ในการเทรดประจำวันที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ซึ่งเราจะพูดถึงในภายหลัง ก่อนอื่นมาดูกันว่าทำไม Pivot point ถึงพิเศษ และทำไมคุณควรพิจารณาสร้าง กลยุทธ์การเทรด โดยอิงระดับเหล่านี้

ทำไมควรใช้ Pivot Point ในการเทรด Forex

ถ้าคุณไม่ใช่มือใหม่ในตลาด Forex ก็น่าจะเคยได้ยินแนวคิดเรื่อง “self-fulfilling prophecy” หรือ “คำทำนายที่เป็นจริงเพราะทุกคนเชื่อเหมือนกัน” ตัวอย่างง่าย ๆ คือ ถ้าเทรดเดอร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าราคาจะขึ้น แล้วพากันกดซื้อ ราคาในที่สุดก็จะขึ้นจริง ๆ อย่างที่คาด

สรุปง่าย ๆ ไม่ว่าต้นกำเนิดของ Pivot point จะมาจากไหน แต่มันใช้ได้ผลในตลาด Forex เพราะเทรดเดอร์มืออาชีพคอยจับตาระดับเหล่านี้อยู่ตลอด “Smart money” จะตัดสินใจเทรดโดยดูว่าราคาอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับ Pivot point ทำให้ตลาดมักเคารพระดับเหล่านี้ และวงจรของ self-fulfilling prophecy จึงสมบูรณ์

เมื่อราคาเคลื่อนไหวลงมาต่ำกว่า Pivot point ภายในวัน ผู้จัดการกองทุนสถาบันและเทรดเดอร์มืออาชีพที่ดูแลเงินก้อนใหญ่จะเริ่มมองว่าตลาดเป็นขาลง และวางคำสั่งเทรดให้สอดคล้องกับมุมมองนั้น ดังนั้นเมื่อราคาขยับลงมาใกล้ระดับแนวรับ 1 (S1) ก็จะไปกระตุ้นคำสั่งขายรอ (pending sell orders) จำนวนมาก ส่งผลให้โมเมนตัมฝั่งขาลงแรงยิ่งขึ้น ในทางกลับกัน หากมีการตั้งคำสั่งซื้อไว้มากพอแถวแนวต้าน 1 (R1) ก็จะให้ผลตรงข้าม และเร่งโมเมนตัมขาขึ้นแทน

อย่างไรก็ตาม ถ้าราคาแกว่งตัวลงไปต่ำกว่าแนวรับ 3 (S3) มาก ๆ หรือขึ้นไปสูงกว่าแนวต้าน 3 (R3) อย่างชัดเจน เทรดเดอร์มืออาชีพส่วนใหญ่จะมองว่าราคาเริ่ม “หลุดสมดุล” และเริ่มเปลี่ยนฝั่งการเทรด ส่งผลให้เกิดการย่อหรือการพักตัวของราคาในตลาด

ประเด็นสำคัญคือ ไม่ว่าตลาดจะตอบสนองไปทางไหน ก็มักจะเกิดปฏิกิริยาใกล้ ๆ ระดับ Pivot point อยู่เสมอ เพราะบริเวณเหล่านี้เป็นโซนที่สัญญาณหลายอย่างมารวมตัวกัน การรู้ว่า Pivot point อยู่ตรงไหนบนกราฟจึงช่วยให้คุณมองทิศทางตลาดได้ชัดขึ้นและเพิ่มอัตราการชนะได้ และการเข้าเทรดหลังจากราคาทะลุแนวรับหรือแนวต้านสำคัญไปแล้ว ก็มักช่วยให้คุณ “เกาะโมเมนตัม” ได้ดีกว่า

นอกจากนี้ การรู้ว่าระดับ Daily Pivot point อยู่ตรงไหนบนกราฟยังช่วยเรื่องการจัดการเงินและทำให้คุณตั้งจุดตัดขาดทุน (stop loss) ได้เล็กลง ลองจินตนาการดูว่า ถ้าคุณรู้ว่าระยะจากราคาปัจจุบันถึง S1 มีแค่ 15 pip แล้วระบบของคุณให้สัญญาณซื้อ คุณก็สามารถลด stop loss มาตั้งไว้แถว ๆ 18 pip เพื่อเผื่อสเปรด แทนที่จะเสี่ยงมากกว่าที่จำเป็น

นี่คือเหตุผลว่าทำไม Pivot point จึงเป็นส่วนสำคัญมากของการเทรดระหว่างวัน เพราะช่วยให้คุณหาทิศทางตลาดได้ชัดขึ้นและยกระดับการจัดการเงินในพอร์ตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

วิธีคำนวณ Pivot Point มีหลายแบบ

Pivot point มีหลายรูปแบบให้เลือกใช้ แต่ทั้งหมดอาศัยหลักการเดียวกัน ความแตกต่างมีเพียงแค่ “วิธีคำนวณ” เท่านั้น โดยรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่

  1. Standard
  2. Woodie's
  3. Camarilla
  4. DeMarks

Pivot point ทั้งสี่รูปแบบนี้สามารถคำนวณได้ด้วยเครื่องคำนวณ Pivot Point ของ ForexChurch

วิธีคำนวณ Pivot Point แต่ละประเภท

While the first three pivot points use the previous day's high, low, and closing prices, only the DeMarks pivot points need the opening prices to calculate it.

วิธีคำนวณ Standard Pivot Points

Pivot point ที่ง่ายที่สุดเรียกว่า Standard หรือ Classic ซึ่งจะคำนวณจากค่าเฉลี่ยของราคาสูงสุด ราคาต่ำสุด และราคาปิดของกรอบเวลาใดกรอบเวลาหนึ่ง โดยส่วนใหญ่จะอิงจากข้อมูลของวันก่อนหน้า

ในการคำนวณ Standard Pivot point คุณเพียงแค่บวกราคาสูงสุด ราคาต่ำสุด และราคาปิดเข้าด้วยกัน จากนั้นหารด้วยสาม จึงได้สูตรดังนี้:

Pivot point (PP) = (ราคาสูงสุด + ราคาต่ำสุด + ราคาปิด) / 3

ภาพที่ 1: Standard Pivot Point คำนวณจากค่าเฉลี่ยของราคาสูงสุด ราคาต่ำสุด และราคาปิดของช่วงเวลาก่อนหน้า

ในภาพที่ 1 เราจะเห็นราคาสูงสุด ราคาต่ำสุด และราคาปิดของ EUR/USD จากแท่งเทียนวันก่อนหน้า เมื่อใช้สูตรด้านบนคำนวณ Pivot point สำหรับวันถัดไปจะได้ว่า:

(1.1068 + 1.0996 + 1.1017) / 3 = 1.1027

เมื่อได้ค่า Pivot point แล้ว ขั้นต่อไปคือการคำนวณระดับแนวรับและแนวต้านที่สอดคล้องกัน

สูตรในการคำนวณ S1, S2, S3 และ R1, R2, R3 มีดังนี้:

แนวรับ 1 (S1) = (2 x Pivot Point) - ราคาสูงสุด

= (2 x 1.1027) - 1.1068 = 1.0986

แนวรับ 2 (S2) = Pivot Point - (ราคาสูงสุด - ราคาต่ำสุด)

= 1.1027 - (1.1068 - 1.0996) = 1.0955

แนวรับ 3 (S3) = ราคาต่ำสุด - 2(ราคาสูงสุด - Pivot Point)

= 1.0996 - 2(1.1068 - 1.1027) = 1.0914

แนวต้าน 1 (R1) = (2 x Pivot Point) - ราคาต่ำสุด

= (2 x 1.1027) - 1.0996 = 1.1058

แนวต้าน 2 (R2) = Pivot Point + (ราคาสูงสุด - ราคาต่ำสุด)

= 1.1027 + (1.1068 - 1.0996) = 1.1099

แนวต้าน 3 (R3) = ราคาสูงสุด + 2(Pivot Point - ราคาต่ำสุด)

= 1.1068 + 2(1.1027 - 1.0996) = 1.1130

ภาพที่ 2: การวาด Standard Pivot Points เป็นเส้นแนวนอนบนกราฟ EUR/USD

วิธีคำนวณ Woodie’s Pivot Points

สูตรสำหรับคำนวณ Woodie’s Pivot point มีดังนี้:

Pivot Point = (ราคาสูงสุด + ราคาต่ำสุด) + (2 x ราคาปิด) / 4

แนวรับ 1 (S1) = (2 x Pivot Point) - ราคาสูงสุด

แนวรับ 2 (S2) = Pivot Point - (ราคาสูงสุด + ราคาต่ำสุด)

แนวต้าน 1 (R1) = Pivot Point + (ราคาสูงสุด - ราคาต่ำสุด)

แนวต้าน 2 (R2) = (2 x Pivot Point) - ราคาต่ำสุด

โปรดสังเกตว่า Woodie’s Pivot point จะมีเพียงสองระดับของแนวรับและแนวต้าน แตกต่างจากเวอร์ชัน Standard ที่มีสามระดับ

วิธีคำนวณ Camarilla Pivot Points

Pivot Point = (ราคาสูงสุด + ราคาต่ำสุด + ราคาปิด) / 3

แนวรับ 1 (S1) = ราคาปิด - ((ราคาสูงสุด -ราคาต่ำสุด) x 1.0833)

แนวรับ 2 (S2) = ราคาปิด - ((ราคาสูงสุด -ราคาต่ำสุด) x 1.1666)

แนวรับ 3 (S3) = ราคาปิด - ((ราคาสูงสุด -ราคาต่ำสุด) x 1.2500)

แนวรับ 4 (S4) = ราคาปิด - ((ราคาสูงสุด-ราคาต่ำสุด) x 1.5000)

แนวต้าน 1 (R1) = ราคาปิด + ((ราคาสูงสุด - ราคาต่ำสุด x 1.0833)

แนวต้าน 2 (R2) = ราคาปิด + ((ราคาสูงสุด - ราคาต่ำสุด) x 1.1666)

แนวต้าน 3 (R3) = ราคาปิด + ((ราคาสูงสุด - ราคาต่ำสุด) x 1.2500)

แนวต้าน 4 (R4) = ราคาปิด + ((ราคาสูงสุด - ราคาต่ำสุด) x 1.5000)

Camarilla Pivot point ใช้แนวรับและแนวต้านสี่ระดับเพื่อช่วยคาดการณ์จุดกลับตัวที่อาจเกิดขึ้นภายในวัน เทรดเดอร์ในห้องค้ามักมองว่าตลาดมีลักษณะเป็นวงจร คือราคามักขึ้นหรือลง จากนั้นก็ย่อกลับ ก่อนจะไปต่อในทิศทางเดิม หากใช้ Camarilla Pivot point คุณอาจใช้ S4 และ R4 เป็นระดับมาตรฐานสำหรับตั้งจุดตัดขาดทุนในฝั่งขาขึ้นและขาลงตามลำดับ แต่หากเห็นว่าราคาทะลุขึ้นไปเหนือหรือหลุดลงไปต่ำกว่าระดับที่สี่ของแนวรับหรือแนวต้าน ก็เป็นสัญญาณของเทรนด์ที่แข็งแรง และควรเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ตามเทรนด์แบบเน้นโมเมนตัมแทน

วิธีคำนวณ DeMarks Pivot Points

ในบรรดา Pivot point ทั้งสี่แบบ มีเพียง DeMarks เท่านั้นที่ใช้ราคาเปิดมาใช้กำหนดระดับ Pivot จริง ๆ แล้ว แนวคิดของ Thomas DeMark ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ DeMark Analytics, LLC และเป็นคนพัฒนาสูตร Pivot point แบบนี้ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 นั้น แตกต่างจากสูตร Standard อย่างเห็นได้ชัด

ในการคำนวณ DeMarks Pivot point ขั้นแรกคุณต้องดูก่อนว่าราคาเปิดอยู่สูงกว่า ต่ำกว่า หรือเท่ากับราคาปิด จากนั้นจึงคำนวณค่าตัวแปรกลางขึ้นมาหนึ่งตัว เพื่อให้ง่าย สมมติว่าเรียกค่าตัวนี้ว่า X

ในการหาค่า X จะใช้หนึ่งในสามสูตรต่อไปนี้:

ถ้าราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด ค่า X ของ DeMarks จะคำนวณดังนี้:

(2 x ราคาสูงสุด) + ราคาต่ำสุด + ราคาปิด

ถ้าราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด ค่า X ของ DeMarks จะคำนวณดังนี้:

ราคาสูงสุด + (2 x ราคาต่ำสุด) + ราคาปิด

ถ้าราคาปิดเท่ากับราคาเปิด ค่า X ของ DeMarks จะคำนวณดังนี้:

ราคาสูงสุด + ราคาต่ำสุด + (2 x ราคาปิด)

เมื่อได้ค่า X แล้ว การคำนวณ Pivot point จะค่อนข้างง่าย เพราะแค่เอา X ไปหารด้วยสี่เท่านั้น

ดังนั้น DeMarks Pivot Point = X / 4

DeMarks Pivot point จะมีเพียงหนึ่งระดับแนวรับและหนึ่งระดับแนวต้านเท่านั้น โดยมีสูตรคำนวณดังนี้:

แนวรับ 1 (S1) = X / 2 - ราคาสูงสุด

แนวต้าน 1 (R1) = X / 2 - ราคาต่ำสุด

Pivot Point แบบไหนดีกว่ากัน?

สูตรคำนวณของ Pivot point ทั้งสี่แบบนี้ให้ความสำคัญกับค่าต่าง ๆ ไม่เท่ากัน การเลือกใช้สูตรใดสูตรหนึ่งจึงเป็นการให้น้ำหนักกับข้อมูลบางตัวมากหรือน้อยต่างกันไป ตัวอย่างเช่น สูตร Woodie’s จะคูณราคาปิดด้วย 2 ทำให้ผลลัพธ์ให้น้ำหนักกับราคาปิดมากขึ้น ซึ่งราคาปิดเป็นค่าล่าสุดของแท่งเทียนหรือแท่งราคา จึงเน้นข้อมูลล่าสุดมากกว่าราคาสูงสุดหรือต่ำสุด ในขณะที่เวอร์ชัน Standard จะเฉลี่ยทั้งสามค่า ทำให้ให้น้ำหนักเท่ากันทุกค่า ส่วน DeMarks Pivot point จะนำราคาเปิดเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้รูปแบบการคำนวณดูซับซ้อนขึ้น เพราะคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างราคาเปิดและราคาปิดด้วย

คุณอาจกำลังสงสัยว่าเครื่องคำนวณ Pivot point แบบไหน “ดีกว่า” และให้แนวรับ–แนวต้านที่น่าเฝ้าดูที่สุดระหว่างวัน ก่อนจะลงลึกกับคำถามชวนปวดหัวนี้ ลองทบทวนกันอีกครั้งว่าทำไม Pivot point ถึงใช้งานได้จริง ตามที่เราอธิบายไว้ด้านบน

เพราะ Pivot point ใช้งานได้จริงจากหลักการ self-fulfilling prophecy จึงพอจะสรุปแบบใช้สามัญสำนึกได้ว่า สูตรใดก็ตามที่เทรดเดอร์ในห้องค้าและนักลงทุนมืออาชีพใช้กันมากที่สุด ก็มักจะมีประสิทธิภาพที่สุดตามไปด้วย และเนื่องจากผู้เล่นส่วนใหญ่ในตลาดใช้สูตร Standard ในการคำนวณ Pivot point การใช้ Standard Pivot point จึงช่วยให้คุณหาโซนที่สัญญาณหลายอย่างมาบรรจบกันได้ดีในการเทรดระหว่างวัน และมักให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

อย่างไรก็ตาม หากคุณสามารถผสาน Pivot point แบบอื่นเข้ากับกลยุทธ์การเทรดของตัวเองได้อย่างลงตัว และระดับราคาที่ได้สอดคล้องกับพฤติกรรมของตลาดสำหรับวิธีการเทรดของคุณ ก็อาจเหมาะกว่าที่จะยึดรูปแบบนั้นต่อไป แทนที่จะเปลี่ยนกลับมาใช้ Standard Pivot point เสมอไป

วิธีใช้เครื่องคำนวณ Pivot Point ของ ForexChurch

จากที่เห็นกันมาถึงตรงนี้ คุณคงพอเดาได้ว่าการมานั่งคำนวณ Pivot point ด้วยเครื่องคิดเลขหรือสเปรดชีตเองทุกวันเป็นงานที่น่าเบื่อและเสียเวลา แทนที่จะต้องลำบากคำนวณเอง คุณสามารถใช้เครื่องคำนวณ Pivot Point ของ ForexChurch เพื่อประหยัดทั้งเวลาและแรงได้เลย

เครื่องคำนวณ Pivot Point ของ ForexChurch ใช้งานง่าย และจะแสดงค่า S1–S3 และ R1–R3 รวมถึงทุกระดับของ Pivot point อีกสามรูปแบบคือ Woodie’s, Camarilla และ DeMarks สิ่งที่คุณต้องทำมีเพียงใส่ราคาสูงสุด ราคาต่ำสุด ราคาปิด และราคาเปิดของวันก่อนหน้า แล้วกดปุ่มเพียงครั้งเดียวก็จะได้ผลลัพธ์ทั้งหมดในรูปแบบตัวเลขพร้อมใช้ จากนั้นคุณก็เพียงคัดลอกค่าที่ต้องการ เช่น S1 หรือ R3 ไปวาดเส้นแนวนอนบนกราฟ ไม่ต้องมานั่งกรอกตัวเลขทีละค่าในเครื่องคิดเลขเพื่อหาค่า R2 ให้ยุ่งยากอีกต่อไป!

ภาพที่ 3: เครื่องคำนวณ Pivot Point ของ ForexChurch แสดงผลลัพธ์ Pivot Point หลายรูปแบบในตารางเดียว

ในภาพที่ 3 คุณจะเห็นภาพหน้าจอของเครื่องคำนวณ Pivot Point ของ ForexChurch โดยเราได้กรอกค่าราคาสูงสุด ต่ำสุด ปิด และเปิด ด้วยข้อมูลจากแท่งเทียน EUR/USD ที่กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้

จากตารางด้านขวาจะเห็นว่า เมื่อคุณกดปุ่มคำนวณ (สีน้ำเงิน) ระบบจะแสดงค่าทุกระดับของ Pivot point รวมถึงแนวรับและแนวต้านสำหรับ Pivot point ทั้งสี่รูปแบบ

เมื่อได้ผลลัพธ์ Pivot point แล้ว คุณก็เพียงคัดลอกตัวเลขเหล่านั้นไปวาดเป็นเส้นแนวนอนหลายเส้นบนกราฟราคาของคุณ

เมื่อคุณมีเส้น Pivot point, S1, S2... และ R1, R2... อยู่บนกราฟแล้ว ซึ่งทั้งหมดคำนวณจากแท่ง Daily ของเมื่อวาน คุณก็สามารถสลับลงไปดูกรอบเวลาย่อยอย่างกราฟ 60 นาทีหรือ 5 นาที เพื่อใช้เทรดระหว่างวันได้

จากตรงนี้ คุณสามารถเทรดคู่เงินใดก็ได้เหมือนที่ทำตามกลยุทธ์เทคนิคอลปกติของคุณ แต่คราวนี้คุณมีค่า Pivot point เข้ามาช่วยระบุโซนแนวรับ–แนวต้านที่น่าจับตา และสามารถวางแผนการเข้าออกตามระดับเหล่านี้ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

ภาพที่ 4: ในวันถัดมา EUR/USD พบแนวรับแข็งแกร่งบริเวณระดับแนวรับ 1 (S1)

หากคุณยังสงสัยว่า Pivot point มีประสิทธิภาพจริงแค่ไหน ลองดูภาพที่ 4 ซึ่งแสดงให้เห็นปฏิกิริยาของราคา EUR/USD เมื่อร่วงลงมาใกล้ระดับ S1 บนกราฟ 15 นาที เราจะเห็นได้ชัดว่า EUR/USD ทดสอบบริเวณราคา 1.0986 หลายครั้งแต่ไม่สามารถทะลุลงไปได้ และสุดท้ายเด้งกลับขึ้นไป

ถ้ากลยุทธ์ของคุณให้สัญญาณซื้อใกล้บริเวณ S1 คุณจะสามารถตั้งจุดตัดขาดทุนที่แคบมาก ๆ ได้ และทำให้สัดส่วนกำไรต่อความเสี่ยงของดีลนี้สูงขึ้นอย่างชัดเจน หากคุณคอยจับตา Standard Pivot point อยู่แล้ว

สรุปท้ายบทความ

นอกจาก Pivot point ทั้งสี่แบบที่เราได้พูดถึงแล้ว ยังมีรูปแบบอื่น ๆ อีก เช่น Fibonacci Pivot point ที่คุณสามารถนำไปใช้ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าจุดประสงค์หลักของการใช้ Pivot point คือการเทรดให้สอดคล้องกับมุมมองของเทรดเดอร์ในห้องค้าและนักลงทุนสถาบัน ดังนั้นการยึดสูตรที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มักให้ผลลัพธ์ดีกว่าการใช้สูตรแปลก ๆ ที่มีคนใช้น้อย

หากคุณเพิ่งเริ่มต้นเทรด Forex การใช้ Standard Pivot point ไปก่อนจะเหมาะสมกว่า เพราะเป็นรูปแบบที่คนใช้แพร่หลายที่สุด

การใช้เครื่องคำนวณ Pivot Point ของ ForexChurch จะช่วยตัดขั้นตอนยุ่งยากของการคำนวณตัวเลขเหล่านี้ด้วยเครื่องคิดเลขออกไป ทำให้ขั้นตอนเตรียมการเทรดลื่นไหลขึ้น และเปิดโอกาสให้คุณโฟกัสกับ “การเทรดจริง ๆ” ได้มากกว่า